การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ผู้วิจัย: พุฒิพัฒน์  พัดปุย

สถานที่ทำงาน: โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

          สืบเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนทำให้พบว่า ในปัจจุบันเน้นเนื้อหาสาระและวัดความรู้ความจำมากกว่าความเข้าใจและพัฒนาความสามารของผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียนขาดการพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ และจากรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาของโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รอบที่ 2 และ 3 ที่ผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยจึงนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนสืบค้นข้อมูลอย่างเป็นมาระบบมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปเป็นพื้นฐานในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติในอนาคต

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

          1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
          2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะ หาความรู้
          3. เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
          4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้

 

วิธีดำเนินการวิจัย

แบบแผนการวิจัย

          การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง               

          ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 235 คน

          กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 38 คน โดยการสุ่มที่คำนึงถึง ความน่าจะเป็น (Probability sampling) ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

          1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย จำนวน 10 แผน 10 ชั่วโมง
          2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน
          3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน
          4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ของ Likert จำนวน 10 ข้อ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

          1. ชี้แจงลำดับขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ทำความตกลงเรื่องการปฏิบัติตน กฎเกณฑ์ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
          2. นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียน เพื่อนำคะแนนที่ได้มาเป็นคะแนนทดสอบก่อนเรียน โดย เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน และจำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน ตามลำดับ
          3. ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สัปดาห์ละ 1 คาบ/ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 10 คาบ/ชั่วโมง
          4. เมื่อสิ้นสุดตามแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 10 แผนแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แล้วบันทึกผลการทดสอบไว้เป็นคะแนนทดสอบหลังเรียน และทำการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
          5. นำคะแนนที่ได้ไปตรวจสอบผลแล้วนำไปวิเคราะห์ข้อมูล และแปลผลข้อมูลต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

          1. หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ โดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
          2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตร t-test (dependent Sample)
          3. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตร t-test (dependent Sample)
          4. หาค่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ด้วยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีลักษณะแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) วิธีการของ Likert ซึ่งมี 5 ระดับ

 

สรุปผลการวิจัย

          1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 82.61/81.37

รายการ

คะแนนเต็มคะแนนรวมS.D.ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย

ประสิทธิภาพของประบวนการ (E1)

108

299689.227.13

82.61

ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)3078024.411.21

81.37

ประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้ (E1/E2) เท่ากับ 82.61/81.37

          2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

การทดสอบ

NS.D.dftSig

ก่อนเรียน

3815.322.683728.14

.00*

หลังเรียน

3824.41

1.21

          3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

การทดสอบ

NS.D.dftSig
ก่อนเรียน387.811.933742.81

.00*

หลังเรียน

3815.76

1.55

          4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

คุณชอบนวัตกรรมนี้แค่ไหน

กดดาวเพื่อให้คะแนน

ค่าเฉลี่ย 4.3 / 5. จำนวนคะแนน 16

ให้คะแนนเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างนวัตกรรม

Share on facebook
แชร์ไปยัง Facebook
Share on twitter
แชร์ไปยัง Twitter
Share on whatsapp
แชร์ไปยัง WhatsApp
Share on print
พิมพ์หน้านี้

แสดงความคิดเห็น