ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้บัตรคำสั่ง เรื่อง Unplugged Coding Rattaphum

ผู้วิจัย: นางสาวพิลัดดา  ดวงจันทร์

สถานที่ทำงาน: โรงเรียนบ้านกำแพงเพชร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

          การจัดการเรียนรู้ในภาพรวมของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐานที่ 4.2 ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกำแพงเพชร ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 พบว่า ตัวชี้วัด ว 4.2 ป.2/2 เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อและตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม จำนวนผู้เรียนทั้งหมด 133 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด ร้อยละ 80 จำนวน 75 คน คิดเป็นร้อยละ 56.39 ซึ่งเป็นผลจากการเรียนแบบผู้สอนเป็นผู้บรรยายตามเนื้อหาและภาพในหนังสือเรียน ผู้เรียนปฏิบัติตามโดยไม่มีสื่อประกอบ ผู้เรียนจินตนาการจากภาพในหนังสือและตัวอย่างกิจกรรมเป็นเรื่องไกลตัวของผู้เรียน ซึ่งเป็นนามธรรมที่ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถฝึกทักษะเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อและตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้ ทั้งนี้ รวมถึงเทคนิคการสอนและรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ จึงส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อให้เกิดเจตคติที่ไม่ดีในการเรียนของผู้เรียน

          ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึง การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ว่า ผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองจากผู้บรรยายเป็นผู้อำนวยความสะดวก แนะนำการเข้าถึงองค์ความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในห้องเรียน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นั้นเรียกว่า Active Learning (ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2553 : 8) การสอนรูปแบบเก่าผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และแนวคิด ส่วนผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้ จึงเป็นวิธีการที่น่าเบื่อผู้เรียนเป็นผู้รอรับความรู้ฝ่ายเดียว ทำให้ผู้เรียนมีการจดจำสั้น ขาดทักษะการอ่านการคิด ดังนั้น ผู้ศึกษาซึ่งเป็นผู้สอนจัดการสอนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เป็นรูปแบบการสอนที่นอกจากจะวิเคราะห์หลักสูตรหรือเนื้อหาที่ใช้สอนผู้เรียนแล้วยังสอดแทรกขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เข้าไปด้วย จะทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น โดยผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก คอยแนะนำช่วยเหลือสนับสนุน การปรับปรุงและการประเมินผลการเรียนรู้ ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียน สนใจและเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้เรียนในการเรียนรู้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามตัวชี้วัดของผู้เรียนดีขึ้น และมีประสิทธิภาพบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาต่อไป

วัตถุประสงค์การวิจัย

          1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้บัตรคำสั่ง เรื่อง Unplugged Coding Rattaphum ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
          2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้บัตรคำสั่ง เรื่อง Unplugged Coding Rattaphum ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

วิธีดำเนินการวิจัย

แบบแผนการวิจัย

         การศึกษากึ่งทดลอง แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทำการทดลองก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2540 : 60) ดังตาราง

ทดสอบก่อนเรียนทดลองทดสอบหลังเรียน
T1XT2

เมื่อ

T1   หมายถึง      การทดสอบก่อนเรียน (Pretest)
X    หมายถึง     การเรียนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้บัตรคำสั่ง
                           เรื่อง Unplugged Coding Rattaphum ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
T2   หมายถึง     การทดสอบหลังเรียน (Posttest)

 

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

         ประชากร คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 4 ห้อง รวม 117  คน
         กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนบ้านกำแพงเพชร ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ห้องเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด จำนวน 25 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

         1. แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน 12 ชั่วโมง
         2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
         3. แบบสอบถามความพึงพอใจเป็นแบบกำหนดคำตอบแบบผสมใช้รูปภาพแทนคำอธิบาย (Pictorial Scale) (อรุณ จิรวัฒน์กุล, 2556 : 49) เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

        การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

                   1.ขั้นเตรียมการทดลอง
                         
1.1 ทำบันทึกข้อความถึงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เพื่อขอความอนุเคราะห์ทดลองใช้เครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการศึกษา
                       1.2 กำหนดระยะเวลาการทดลอง คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2
                       1.3 จัดเตรียมสื่อและเครื่องมือสำหรับการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ
                       1.4 จัดเตรียมสถานที่สำหรับการทดลองโดยใช้ห้องปฏิบัติการดิจิทัล โรงเรียนบ้านกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

                  2. ขั้นดำเนินการ                                              
                       ผู้ศึกษานำแผนการจัดการเรียนรู้ดำเนินการสอนกับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 จำนวน 25 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ดังนี้

            2.1 ผู้ศึกษาชี้แจงเนื้อหาและวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ
                  2.1.1 หนู ๆ รู้จักรัตภูมิ ประกอบด้วย กิจกรรมย่อย ดังนี้ รัตภูมิธรรมาวาส, ตลาดนัดรัตภูมิและศูนย์อาหารรัตภูมิ
                  2.1.2 มาช่วยกันถอดรหัส ประกอบด้วย กิจกรรมย่อย ดังนี้ บ้านรักษ์สัตว์รัตภูมิ, ห้องสมุดประชาชน  รัตภูมิและที่ว่าการไปรษณีย์รัตภูมิ
                  2.1.3 จัดลำดับให้ถูกต้อง ประกอบด้วย กิจกรรมย่อย ดังนี้ คำขวัญรัตภูมิ,มันเดือยน้ำแข็งไสและโปรแกรมไข่ฟก
            2.2 ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลา 40 นาที และดำเนินการทดลองตามกระบวนการจัดการเรียนรู้
            2.3 หลังจากเรียนครบแล้วให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) จำนวน 20 ข้อ และทำแบบสอบถามความพึงพอใจ
            2.4 เมื่อเก็บข้อมูลครบทุกด้านจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และการทำแบบสอบถามความพึงพอใจจึงนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการทดลองมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

          1. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน คำนวณโดยใช้การทดสอบที แบบไม่อิสระ (t- test แบบ Dependent Samples)
          2. วิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัย

          1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้บัตรคำสั่งเรื่อง Unplugged Coding Rattaphum ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
          2. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบ PILADDA Model เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้บัตรคำสั่งเรื่อง Unplugged Coding Rattaphum ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.82 และ S.D. = 0.39)

คุณชอบนวัตกรรมนี้แค่ไหน

กดดาวเพื่อให้คะแนน

ค่าเฉลี่ย 5 / 5. จำนวนคะแนน 2

ให้คะแนนเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างนวัตกรรม

Share on facebook
แชร์ไปยัง Facebook
Share on twitter
แชร์ไปยัง Twitter
Share on whatsapp
แชร์ไปยัง WhatsApp
Share on print
พิมพ์หน้านี้

แสดงความคิดเห็น