การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3

ผู้วิจัย

นายวินัย  ปานโท้ (ผู้วิจัยหลัก)

นางอุมาพร ปานโท้ (ผู้ร่วมวิจัย)

นางขวัญชนก บุญเรือง (ผู้ร่วมวิจัย)

นางสาวบุศรินทร์ ใจวังโลก (ผู้ร่วมวิจัย)

สถานที่ทำงาน: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

          โครงการโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามนโยบาย “1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่นระดับตำบลให้เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ภายใต้แนวคิด “1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ” ให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการและมีความพร้อมในการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม งานอาชีพ และสุขภาพอนามัย สามารถให้การศึกษาแก่นักเรียนและชุมชน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมสำหรับนักเรียนในท้องถิ่นชนบท และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเอกชน บ้าน วัด รัฐ โรงเรียน เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสำคัญและจุดเน้น ได้แก่ “การสร้างแพลตฟอร์ม และใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้” เป็นจุดเน้นสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในนโยบายที่ 2 ที่ส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบดิจิทัล (Digital Learning Platform)  และนโยบายที่ 3 การพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีความสามารถด้านดิจิทัล และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ในส่วนของสถานศึกษา ส่งเสริมครูให้จัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการปฏิบัติจริง (Active Learning) ที่สนองตอบต่อความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัลเทคโนโลยีในปัจจุบัน

          จากเป้าหมายของการพัฒนาครูให้มีความสามารถใช้เทคโนโลยี ICT ในการจัดการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน นักเรียนเก่ง ICT มีทักษะในศตวรรษที่ 21 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์ม และใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อแนวทางการจัดการศึกษาที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการวิจัย การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ข้าราชการครูผู้สอนปรับตัวได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติการเรียนการสอนและสร้างสรรค์นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน นักเรียนได้เรียนรู้ด้าน ICT และมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามเป้าประสงค์ของหน่วยงานในยุคดิจิทัล

วัตถุประสงค์การวิจัย

          1. เพื่อศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนในด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านเจตคติที่มีต่อการประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

          2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

          3. เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

วิธีดำเนินการวิจัย

แบบแผนการวิจัย

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (pre-experimental design) เป็นการวัดครั้งเดียว โดยดูว่าตัวแปรทดลอง (X) ก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้างกับตัวแปรตาม (O) หรือผลลัพธ์ที่ได้ผู้รายงานใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (the one group posttest only design)  มีลักษณะการทดลอง  ดังนี้ (สมถวิล วิจิตรวรรณา และคณะ,  2556 : 3-11)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

          1.1  ประชากร  ได้แก่

                  1.1.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ใน 35 โรงเรียน        

                  1.1.2  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ใน 35 โรงเรียน

          1.2  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่

          1.2.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก  เขต 3  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ใน 12 โรงเรียน จำนวน 24 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  โดยมีคุณสมบัติดังนี้               
                  1) เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
                  2) มีความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และสัญญาณอินเทอร์เน็ต

          1.2.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ใน 12 โรงเรียนจำนวน 333 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

          1. แพลตฟอร์มในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

          2. แบบทดสอบออนไลน์ความรู้เรื่อง การประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อพัฒนาคุณภาพ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล         

          3. ดิจิทัลแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

          4. แบบประเมินทักษะการประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

          5. แบบประเมินเจตคติออนไลน์ของครูที่มีต่อรูปแบบการประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล

          6. แบบประเมินเจตคติออนไลน์ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล

          7. แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

การเก็บรวบรวมข้อมูล

          1. ดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2563 ณ  ห้องประชุม  โรงเรียนวัดโบสถ์ ซึ่งกิจกรรมเป็นในลักษณะของการสาธิตและฝึกปฏิบัติตามในการสร้างห้องเรียนออนไลน์ ผ่านทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม DEEP และความรู้ในเรื่องการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

          2. เมื่อจัดกิจกรรมตาม ตามกำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการเสร็จสิ้น  ทำการทดสอบออนไลน์เกี่ยวกับความรู้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการใช้เครื่องมือดิจิทัลแพลตฟอร์มในการสร้างห้องเรียนออนไลน์

          3. ภายหลังจากเสร็จสิ้นการอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 สัปดาห์  ครูส่งผลงานห้องเรียนออนไลน์มารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ปรับปรุงแก้ไข และนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการประเมินในส่วนของสมรรถนะด้านทักษะการใช้งานดิจิทัลแพลตฟอร์มของครู

          4. ประเมินเจตคติของครูผู้สอนผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ นักเรียนด้วยแบบสอบถามออนไลน์ หลังจากครูนำห้องเรียนออนไลน์ไปจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามที่ได้ออกแบบไว้ คณะผู้วิจัยได้ทำการเยี่ยมชั้นเรียน พร้อมทั้งสัมภาษณ์ครู และนักเรียน

          5. การนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการผลิตและใช้สื่อหลังเสร็จสิ้นการอบรม  ดำเนินการและเก็บรวบรวมระหว่าง วันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2563

การวิเคราะห์ข้อมูล

          1. วิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้เกี่ยวกับการใช้งานดิจิทัลแพลตฟอร์มสร้างห้องเรียนออนไลน์ และการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหลังการอบรม โดยใช้การทดสอบที (t – test)

          2. วิเคราะห์เจตคติของครูผู้สอนและนักเรียน ที่มีต่อรูปแบบการประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยการหาค่าเฉลี่ย (x̄)  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

          3. เจตคติของครูผู้สอนและนักเรียนจากการสัมภาษณ์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

สรุปผลการวิจัย

          1. ผลการศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอน ด้านความรู้ ครูมีความรู้การใช้เครื่องมือ Google Classroom และการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกคน โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับที่ระดับ 0.01 ด้านทักษะ ครูทุกคนสามารถใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการสร้างห้องเรียนออนไลน์ได้ครูสามารถนำดิจิทัลแพลตฟอร์มไปประยุกต์ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับคุณภาพดี ร้อยละ 75.00 ระดับคุณภาพพอใช้ ร้อยละ 20.83 และระดับคุณภาพปรับปรุงร้อยละ 4.17 ด้านเจตคติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ข้อ 3 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และข้อ 15 ช่วยให้ผู้สอนแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น มีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุด จากการสัมภาษณ์ครูเห็นว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ง่าย
มีควาสะดวกในการใช้งาน ด้านจุดเด่น คือ ช่วยกระตุ้นความสนใจและทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความสะดวกขึ้น นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย นักเรียนสามารถกลับไปทบทวนเนื้อหาการเรียนด้วยตนเองได้โดยสะดวก ช่วยให้การจัดการเรียนของครูเป็นไปอย่างเป็นระบบเพิ่มขึ้น

          2. ผลการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม พบว่า นักเรียนมีทักษะการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง มีความรับผิดชอบในการส่งงานเพิ่มขึ้น มีความกระตือรือร้น สนใจในการเรียน และมีส่วนร่วมในการเรียนเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนดีขึ้น เป็นวิธีการเรียนรู้ที่นักเรียนชอบ

          3. ผลการศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยภาพรวมมีเจตคติอยู่ในระดับมาก จากการสัมภาษณ์นักเรียนมีความคิดเห็นว่าเป็นวิธีการเรียนที่น่าสนใจ สนุกตื่นเต้น ใช้งานได้ง่ายและสะดวก สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน และมีความรับผิดชอบในการส่งงานเพิ่มขึ้น สามารถกลับไปทบทวนเนื้อหาการเรียนได้โดยสะดวก

คุณชอบนวัตกรรมนี้แค่ไหน

กดดาวเพื่อให้คะแนน

ค่าเฉลี่ย 1 / 5. จำนวนคะแนน 1

ให้คะแนนเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างนวัตกรรม

Share on facebook
แชร์ไปยัง Facebook
Share on twitter
แชร์ไปยัง Twitter
Share on whatsapp
แชร์ไปยัง WhatsApp
Share on print
พิมพ์หน้านี้

แสดงความคิดเห็น