การพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากร โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

ผู้วิจัย: นางกุลรตี เอกสุวรรณ
สถานที่ทำงาน: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

          สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 มีโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลในสังกัด จำนวน 66 โรงเรียน และได้รับการจัดสรรงบประมาณจากศูนย์ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล เพื่อดำเนินการใน 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา (1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม) 2) การนิเทศ กำกับและติดตามการศึกษา 3) การจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน (1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม) และ 4) การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (ITA online)  แต่จากรายงานผลการประเมินประจำปีของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ได้แก่ การประเมินผลการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ พบว่า ด้านที่มีผลการดำเนินงานโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง คือ การใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐานในการปฏิบัติงานทั้งในระดับโรงเรียนและระดับเขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากบุคลากรยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเขียนรายงานการวิจัย คิดว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลา และการทำวิจัยยังแยกส่วนอยู่กับการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับที่ สุวิมล ว่องวาณิช (2544) ได้กล่าวว่าเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้คือ การวิจัย แต่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนและการทำวิจัยของครูในปัจจุบันคือกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมการวิจัยมีการจัดกิจกรรมแบบแยกส่วนและทำกันในกลุ่มครูเพียงส่วนน้อย เนื่องจากครูส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในการทำวิจัย ประกอบกับมีความคิดว่าการทำวิจัยเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัย

          ทักษะของการเขียนเชิงวิชาการ ถือเป็นทักษะสำคัญทักษะหนึ่งของการรายงานผลการวิจัย เพราะเป็นการเรียบเรียงข้อมูลสารสนเทศ เพื่อนำเสนอกระบวนการ ขั้นตอน และผลของการวิจัย ซึ่งหากนำเสนอได้ไม่ดีแล้ว ก็ส่งผลให้คุณภาพของรายงานวิจัยไม่ดีไปด้วย การเขียนรายงานวิจัยที่ดี จึงควรมีประเด็นที่ชัดเจน มีสาระทางวิชาการที่ถูกต้อง ควรมีการวิเคราะห์เป็นไปตามแนวคิดและทฤษฎีที่เหมาะสม อันจะช่วยให้การสื่อสารข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการวิจัยไปสู่ผู้รับได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และเป็นประโยชน์ โดยต้องอาศัยทักษะการเขียน ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสาร ถ่ายทอดภาษาออกมาผ่านทางภาษา เพื่อแสดงออกซึ่งความรู้ความคิด การวิเคราะห์ ความเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้ตัวหนังสือ และเครื่องหมายต่าง ๆ เป็นสื่อ ซึ่งการเขียนจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนมีทักษะในการใช้ภาษาเขียนได้ดีเพียงใด (กชกร เจตินัย, 2561)

          จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัย จึงได้พัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ของบุคลากรโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ขึ้น เนื่องจากทักษะดังกล่าว เป็นทักษะที่มีความจำเป็น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนางานด้าน ๆ อีกทั้งการเขียนรายงานในรูปแบบของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ยังถือเป็นรายงานทางวิชาการรูปแบบหนึ่งที่มีกระบวนการตามแนวทางการวิจัย แต่มีการลดขั้นตอนกระบวนการลง ซึ่งเหมาะต่อการเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานทางวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

          1. เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากรโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

          2. เพื่อนิเทศติดตามการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากรโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

          3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากร โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

 

วิธีดำเนินการวิจัย

แบบแผนการวิจัย

          การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) ด้วยการใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

          ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูในสังกัด จำนวน 149 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 149 คน และครู จำนวน 1,798 คน

          กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารหรือครู โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 66 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 66 คน โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling )

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

          เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) แบบประเมินการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (2) แบบบันทึกการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอน และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากร โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

การเก็บรวบรวมข้อมูล

          1. ผู้วิจัยนำแบบประเมินที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว ไปใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจรายงานวิจัยของผู้บริหารและครู โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1

          2. นิเทศติดตามการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากรโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ที่ผ่านการอบรมการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการเขียนรายงานการวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ด้วยการออกนิเทศโรงเรียนและการนิเทศออนไลน์

          3. ศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากร โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ด้วยการสอบถามผ่าน Google form

การวิเคราะห์ข้อมูล

          วิเคราะห์ผลการประเมินการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย และนำผลคะแนนมาจัดลำดับคุณภาพของรายงานวิจัย

          วิเคราะห์ผลการนิเทศติดตามการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ

          วิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ด้วยการใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄)  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

 

สรุปผลการวิจัย

          โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี  เขต 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 66 โรงเรียน ส่งรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการศึกษา ได้แก่ นวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้สถานการณ์ COVID-19 จำนวน 57 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.4 และนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม จำนวน 59 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 89.4 โดยนวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ได้รับรางวัลระดับ ดีเยี่ยม จำนวน 6 รางวัล ระดับ ดี จำนวน 6 รางวัล และระดับ ชมเชย จำนวน 45 รางวัล และนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลระดับ ดีเยี่ยม จำนวน 3 รางวัล ระดับ ดี จำนวน 14 รางวัล และระดับ ชมเชย จำนวน 42 รางวัล

          การนิเทศ ติดตาม ภายหลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการประมาณ 1 เดือน พบว่า โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ส่วนใหญ่กำลังดำเนินการเขียนรายงานผลนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ตามเทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ คิดเป็นร้อยละ 61 และยังไม่ได้ดำเนินการ คิดเป็นร้อยละ 39 ปัญหาอุปสรรคที่พบ ได้แก่ 1) บางโรงเรียนครูที่ทำนวัตกรรมการเรียนการสอนไม่ได้เป็นผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง 1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม (Best practice) ของบุคลากรโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล เพราะผู้เข้ารับการอบรมคือ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้รับผิดชอบโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ทำให้ยังไม่เข้าใจในหลักการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศที่ถูกต้อง ฉะนั้น การเรียนรู้หลักการเขียนรายงานวิจัย จึงเป็นเพียงการศึกษาผ่านคู่มือการอบรมเชิงปฏิบัติการที่แจกให้แต่ละโรงเรียนเท่านั้น 2) ส่วนใหญ่ยังคิดว่าการเขียนรายงานวิจัยเป็นเรื่องที่ยาก และ 3) ระยะเวลาในการให้จัดทำนวัตกรรมและเขียนรายงานค่อนข้างจำกัด ทำให้หลายโรงเรียนทำไม่ทัน

          ความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของบุคลากร โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 โดยภาพรวม พบว่า ผู้บริหารและครู โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.46) โดยมีความพึงพอใจต่อการประกวดผลงานและการเผยแพร่ผลงาน (กิจกรรมตลาดนัดนวัตกรรม) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.69) รองลงมาคือ ความพึงพอใจต่อการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม (ค่าเฉลี่ย4.44) และความพึงพอใจต่อการนิเทศกำกับติดตามการดำเนินการทำนวัตกรรมและการเขียนรายงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการเขียนรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (ค่าเฉลี่ย 4.25) ตามลำดับ

คุณชอบนวัตกรรมนี้แค่ไหน

กดดาวเพื่อให้คะแนน

ค่าเฉลี่ย 0 / 5. จำนวนคะแนน 0

ให้คะแนนเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างนวัตกรรม

Share on facebook
แชร์ไปยัง Facebook
Share on twitter
แชร์ไปยัง Twitter
Share on whatsapp
แชร์ไปยัง WhatsApp
Share on print
พิมพ์หน้านี้

แสดงความคิดเห็น